น้องสาวคนรอง เปิดให้พ่อกับแม่อ่าน เลยพึ่งได้รู้เหมือนกัน ว่าน้องชายเขียนอะไรแบบนี้ไว้ค่ะสวัสดีครับ :=]
ลบ entry เก่าทิ้งไปทั้งหมดแล้ว เพราะว่ามันดูไม่ค่อยเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่ วันนี้จะเริ่มใหม่ อยากจะพิมพ์อะไรที่มันจริงจัง มีคุณค่าพอที่จะได้คนอื่นเข้ามาอ่านแล้วได้อะไรกลับไปบ้าง อยากทำตัวให้มีประโยชน์บ้างอ่ะครับ ไม่ได้มากินพื้นที่ server ไปวันๆ
ผมจะเล่าเรื่องครอบครัวของผมให้ฟัง มันไม่ได้ดีเด่นอะไรเหมือนของคนอื่น แต่มันก็คงไม่เลวร้ายเท่าปัญหาที่ครอบครัวบางครอบครัวเจอ ผมเคยคิดว่าบ้านที่ผมอยู่มันเป็นแค่อสังหาริมทรัพย์ที่มีที่นอน ไฟฟ้า น้ำ ให้ผมใช้ชีวิตกับพ่อ - แม่ไปเรื่อบเปื่อย เพราะมันดูไม่ค่อยเป็นครอบครัวเท่าไหร่เลย เรามีกัน 5 คน ประกอบด้วยพ่อ, แม่ และพี่สาวผมอีก 2 คน พ่อเป็นช้าราชการ ทำงานฝ่ายรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม ต้องคอยคุมรถขยะ คนกวาดขยะ พนักงานดูดส้วม รถดูดส้วม โครงการหลายแหล่ที่เกี่ยวกับภาพลักษณ์ทั่วไป เกาะกลางถนน ความสะอาด เรียบร้อย การล้างถนนในยามค่ำคืน ล้างสะพานลอย ตู้โทรศัพท์ ฯลฯ ล้วนผ่านการสั่งการจากพ่อผมครับ และงานพวกนี้บางอย่างจำเป็นต้องทำตอนกลางคืน พ่อผมเป็นคนที่ไม่ยอมสั่งลูกน้องไปทำแล้วตัวเองหลับอยู่บ้านสบายๆ ท่านออกไปคุมเองตลอด ท่านเป็นคนตื่นเช้า นอนดึก กลับบ้านดึก แถมขี้เหล้า สมัยผมเรียน ปวช. ที่โรงเรียนเซนต์จอห์นโปลีเทคนิค เราออกจากบ้านพร้อมกัน เพราะพ่อทำงานใกล้กับโรงเรียน ทำให้ได้เจอกันตลอด เวลาอาจารย์ประจำชั้นมีปัญหาส้วมเต็ม นั่นไง... ให้กูโทรบอกพ่ออีกแล้ววว มีหนนึงพ่อเคยช่วยคนทั้งโรงเรียนไว้ เพราะน้ำไม่ไหล สั่งรถขนน้ำสำรองมาให้ที่โรงเรียนทันที :=]
พอจบจากที่นั่น ผมย้ายเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงใกล้จะจบปีแรกพ่อถูกย้ายมาที่เขตดุสิต พ่อไม่อยากย้ายมาที่นี่เลย เพราะว่างานหนัก ต้องเข้าวังบ่อย พ่อเป็นคนที่ชอบทำงาน แต่ไม่ชอบระเบียบเท่าไหร่นัก จึงส่งคนอื่นเข้าไปเดินงานแทนอยู่บ่อย
แม่ผมไม่ได้มีอาชีพอะไรเป็นหลักเป็นแปล่ง แต่เป็นคนจัดการกับทุกอย่างถายในบ้าน อ้อ... ลืมไป ช่วงปีหลังมานี่ป้าผมย้ายกลับมาอยู่ด้วย หลังจากที่ออกไปอยู่บ้านตัวเองมานานพอสมควร ท่านสองคนนี้ช่วยกันจัดการบ้านอยู่เสมอๆ
พี่สาวผมสองคน อายุเฉียด 30 กันทั้งคู่ ระหว่างที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี่ พี่สาวผมคนโตก็ได้ครบรอบ 30 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา วันที่ 12 นี้นอกจากจะเป็นวันเกิดของพี่ผมแล้ว ยังเป็นวันที่พ่อผมเรียนจบพอดีอีกด้วย ผมเคยได้ยินแม่พูดว่า พอคลอดปุ๊บ พ่อก็มาพร้อมกับใบปริญญาเลย :=] พ่อมีลูกไวมาก ตอนนี้พ่ออายุ 52 ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วก็ 22!!! ไวไฟจริงๆ
ที่บ้านเราอยู่แบบต่างคนต่างอยู่มาหลายปี ไม่ว่าจะด้วยความห่างระหว่างวัยที่เกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ ภาระของแต่ละคนที่มีเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน งานที่มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเลยอย่างทำให้ผมมองคำว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญน้อยลง ช่วงที่พ่อติดเหล้า กลับบ้านดึก ก็จุมีเหตุการณ์ทะเลาะกับแม่ มันทำให้ผมเคยคิดที่จะลองหนีออกจากบ้านเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่จะทำไปทำไม ในเมื่อมันไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของเค้าทั้งคู่... ผมก็"ด้แต่นั่งเบื่อ แล้วเค้าก็ดีกัน
เหตุการณ์ที่ทำให้ครอบครัวเรากลับมาเป็นครอบครัวนั้น คุณนพ พรชำนิเคยบอกผ่านเพลง "ฤดูที่แตกต่าง" ไว้ว่า "หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ" ใช่เลยครับ มีโศกนาฏกรรมบางอย่างเกิดขึ้นกับครอบครัวผม และนั่นทำให้อะไรหลายอย่างในบ้านเริ่มเข้าที่เข้าทางขึ้น เหมือนเป็นบททดสอบที่จะบอกให้รู้ว่า "มันถึงเวลาต้องรักษาสมดุล" สมดุลที่ว่านี้ก็คือการกลับมาใช้เวลาของครอบครัวร่วมกัน หลังจากที่ต่างคนได้ต่างอยู่กันมาเป็นเวลานาน...
เช้าวันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2551 แม่มาปลุกผมแล้วบอกว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล เรารีบไปที่โรงพยาบาลรามากันทันที โดยมีพี่สาวผมที่ลางานเพราะเพิ่งหายจากอีสุกอีใสขับรถให้ พ่อชัก และล้มไป เนื่องจากพ่อไปถอนฟันมาเมื่อคืนนี้ แล้วยังไปกินเหล้าต่อ โดยไม่ได้นึกไปว่าตับของตัวเองนั้นมันย่ำแย่เกินทนแล้ว (ตับแข็ง ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ อาการนี้ำทำให้เลือดหยุดไหลได้ช้ามาก) เนื่องจากเลือดพ่อหยุดไหลยากอยู่แล้ว บวกกับฤทธิ์เหล้า ที่ทำให้เลือดสูบฉีด คืนนั้นพ่อกลับบ้านนอนกัดผ้าพันแผลไว้ทั้งคืน แต่เลือดก็ไม่หยุดไหลเท่าที่ควร ท่านชักตอนเช้าตอนท่านไปทำงาน ดีที่ไม่ได้ขับรถด้วยตัวเอง ไม่งั้นคงแย่ไปแล้ว
ผมเห็นสภาพพ่อแล้วจะร้องให้ ท่านมือสั่น เรี่ยวแรงไม่มี ผ่ายผอม ตาเหลือง พูดก็แทบจะไม่ไหว และแล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราทั้ง 4 คนเกือบจะไม่ได้คุยกับพ่ออีกแล้ว ในขณะที่หมอกำลังจะให้พ่อกลับบ้าน คุยกันอยู่นั้นเอง พ่อก็เกิดอาการชัก ตาค้าง ผมไม่เห็นเหตุการณ์ตอนนั้น เพราะผมไปเข้าห้องน้ำ เมื่อเดินกลับมา ผมเห็นหมอมากมายมุงกันที่เตียงพ่อแล้วรีบเข็นออกไป ผมวิ่งตามไป ภาพที่ผมเห็นคือเห็นพ่อชักกระตุกไม่หยุด ตาค้าง เลือดกระอักออกมาจากปาก ผมจำได้ว่าตอนที่อาผมตาย แม่เล่าว่้า่อามีเลือดกระอักออกมาจากปากและทวาร เราทุกคนร้องให้และทำอะไรไม่ถูก กับแม่... คนที่เคยทะเลาะ คนที่เคยโวยวายตบตี แม่ร้องให้อย่างหนักไม่ต่างจากพวกเรา ความผูกพันของท่านทั้งสอง คงแน่นเกินกว่าที่ลูกคนสุดท้องอย่างผมจะเข้าใจได้
เหตุการณ์นี้ผ่านพ้นไปได้เพราะว่าหมอได้ให้ยานอนหลับกับพ่อให้สงบลง และแก้อาการชักตามแบบฉบับที่หมอทำกัน ผมไม่เห็นว่าเค้าทำกันอย่างไร เพราะมีผ้าม่านบังไว้ เมื่อพ่อตื่นขึ้นมา พ่อเบลอ สติเลอะเลือน คิดจะลุกกลับบ้านอย่างเดียว ท่านมองเห็น จำทุกคนได้ แต่ไม่มีสติแล้ว จะลุกไปทำงาน จะกลับบ้านท่าเดียว จนต้องมัดไว้กับเตียง พวกเราเหมือนสื่อสารกับท่านไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...
มาถึงห้องผู้ป่วยรวม พ่อต้องให้ยานอนหลับ แต่ก็ไม่หลับ 5 นาทีหลับ 5 oาทีตื่น แล้วก็เหมือนท่านกำลังฝันแล้วตื่นทันที พูดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้วบ้าง เรื่องจะไปทำงานบ้าง สติเลอะเลือน มีเหตุการณ์นึงที่ทำให้พี่ผมถึงกับร้องให้ออกมาแทบไม่หยุด ท่านจำพี่สาวผมไม่ได้ วันนั้นเป็นอะไรที่แย่มาก บรรยากาศอึมครึมที่สุด ที่บ้านก็ไม่ได้ต่างกัน ทุกคนอยู่ในห้องของตัวเอง ทุกคนเครียด ผมไปหาพี่สาวทั้งสองบ้าง คุยกับแม่บ้าง ผมรู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่ทุกคนมี และรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่ทุกคนมีให้พ่อ
พ่อนอนโรงพยาบาลอยู่ 7 วัน อาการดีขึ้นวันละนิด วันละหน่อย แต่ไม่ได้สติเลย ท่านยังคงหลับสลับกับตื่นและพูดไม่รู้เรื่องตลอดเวลา สื่อสารกันรู้เรื่อง แต่ท่านไม่เข้าใจว่าตัวเองกำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล สามสี่วันแรกท่านมือสั่นและยกช้อนกินข้าวเองไม่ไหว วันสุดท้ายก่อนที่จะกลับ พ่อลองให้แม่พยุ่งเดินไปเข้าห้องน้ำ พ่อเดินไหวแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไหร่ หมอให้กลับออกจากโรงพยาบาลได้ พร้อมยาอีกมากมาย
ตอนนี้พ่อยังคงฟันหลอ เพราะผลพวงจากที่ดูดบุหรี่มากว่าสามสิบปี พร้อมกับเหล้า ทำให้ร่างกายย่ำแย่ ยังไม่ถึงกับเป็นมะเร็ง แต่เหงือกก็ไม่แข็งแรงพอ ทำให้ฟันร่วงไปหลายซี่ ผมจำได้ว่าพ่อเป็นคนที่แปรงฟันนานมาก สะอาดมากทุกครั้ง แต่ก็ยังสู้กับบุหรี่ที่มันทำร้ายร่างกายไม่ไหวอยู่ดี หมอยังไม่สามารถให้ทำฟันได้ เพราะว่าต้องรอให้เกล็ดเลือดเพิ่มขึ้นเท่ากับจำนวนของคนปกตินั่นคือประมาณ 100,000 - 400,000 วันที่พ่อเข้าโรงพยาบาลวันแรก พ่อมีเกล็ดเลือดแค่ 60,000 และก่อนออกจากโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็น 80,000
ตอนนี้พ่อกลับมาแข็งแรง ไปทำงานได้ แต่ก็ต้องทานยา และไปตามที่หมอนัดเรื่อยไป เพราะสุขภาพพ่อตอนนี้ ถึงจะมองออกว่าแข็งแรง แต่ก็ยังวางใจไม่ไ้ด้นัก เมื่อทุกคนว่างก็จะกลับบ้านทันทีเพื่อมาอยู่ช่วยกันดูแลพ่อ ตอนนี้ต่างคนต่างกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองกันอีกครั้ง แต่ผมรู้สึกได้ทันทีว่า "ครอบครัว" ของผมกลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมแล้ว เราได้พูดกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้นเมื่อตอนที่พ่อไม่สบาย วันแรกที่พ่อกลับมาบ้าน เราอยู่รวมกันทั้งบ้านในห้องโถงโล่ง ไม่ไปไหน นั่งคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ผมดีใจ
อย่ามัวแต่หลงไหลในดารา หรือคนรัก จนลืมมองกลับมาที่ที่คุณเกิดมานะครับ
ปล. ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ผมครับ ขอบคุณฟ้า ที่นั่งร้องให้ด้วยกันเพราะเพลง "พ่อกลับบ้าน" อืมม.. เรามันคนหัวอกเดียวกันเนอะ t_t ขอบคุณพี่เตย ที่เล่าเรื่องพ่อให้ฟัง ทำให้มีกำลังใจจะดูแลพ่อขึ้นอีกเยอะเลย ขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยมพ่อ <3
Posted by Charlie at 22.3.08
ติดตามเรื่องอื่นในมุมมองน้องชายได้ที่
http://nudyed.blogspot.com/